สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านในโครงการจัดสรรทุกคนคงมีความคิดคล้ายๆกันว่า
"เมื่อซื้อบ้านและเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย
ย่อมหมายความว่าผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านสามารถดำเนินการใดๆก็ได้ภายในขอบเขตรั้วบ้านของตัวเอง"
แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจดีว่าสิทธิของที่ผู้เป็นเจ้าของยังคงถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมายควบคุมอาคาร
กฎหมายฉบับนี้ หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
เข้ามามีส่วนสำคัญกับผู้ซื้อบ้านตั้งแต่ก่อนเลือกซื้อ
รวมไปจนถึงระหว่างที่เป็นเจ้าของกรรม
หรือเมื่อคิดที่จะขายบ้านให้แก่บุคคลอื่นเพื่อไปซื้อบ้าน
หรือสร้างบ้านหลังใหม่
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่ผู้ซื้อบ้านจะต้องศึกษากฎหมายควบคุมอาคารที่กำหนดถึงเรื่องการควบคุมการสร้างที่อยู่อาศัย
และต้องติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากกฎหมายจะต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา
และกฎหมายควบคุมอาคารฉบับนี้ได้มีการประกาศใช้กฎหมายลูก
เช่นกฎกระทรวง ข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ
และประกาศ ตามมาอีกหลายฉบับ
หลายส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรโดยตรง
ปัจจุบันพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร
พ.ศ.2522 ฉบับที่มีผลบังคับใช้อยู่ก็คือ ฉบับปรับปรุงแก้ไข
ฉบับที่ 3 เริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2543
สาระสำคัญของกฎหมายยังมีความประสงค์จะควบคุมเรื่องสำคัญ 4
ประการเช่นเดียวกับกฎหมายควบคุมอาคารฉบับเดิมที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี
2522 คือควบคุมเรื่องความมั่นคงแข็งแรง
ความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร
ความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อสังคมและชุมชน
และสร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนกฎหมายควบคุมอาคาร
เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยอย่างไรนั้น
ก็คงต้องขอย้อนไปที่ความหมายหรือคำจำกัดความของที่อยู่อาศัยตามกฎหมายควบคุมอาคาร
เนื่องจากในกฎหมายระบุว่า ที่อยู่อาศัย
จะประกอบด้วยเรื่องของการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด
บ้านแถวหรือที่เรียกว่าทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว
ซึ่งตึกแถวและบ้านแถว(ทาวน์เฮาส์)
แม้ว่าจะจัดเป็นที่อยู่อาศัยเหมือนกันแต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของการกำหนดระยะถอยล่นของอาคาร
คือที่ว่างด้านหน้าระหว่างรั้วกับแนวเขตที่ดิน
เพราะกฎหมายกำหนดว่าบ้านแถวหรือทาวน์เฮาส์
ต้องมีรั้วด้านหน้า
ด้านหลังและเส้นแบ่งระหว่างบ้านแถวแต่ละหน่วย
ส่วนบ้านแฝดจะต่างจากบ้านเดี่ยวตรงที่บ้านแฝดต้อมีผนังแบ่งร่วมกัน
เมื่อทราบดังนี้แล้ว
ก่อนที่จะซื้อบ้านก็ควรคำนึงถึงกฎหมายควบคุมอาคารด้วยเพราะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน
ซึ่งหากพิจารณาตามกฎหมายควบคุมอาคาร
บ้านที่ควรเลือกซื้อก็คือบ้านที่มีการก่อสร้าง
และใช้อาคารตามที่กฎหมายกำหนด
ถ้าซื้อบ้านราคาถูกแต่ผิดกฎหมายผู้ซื้ออาจต้องถูกดำเนินคดี
และรื้อถอนในภายหลัง
แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างก็ตาม
ตัวอย่างเช่นการซื้อบ้านที่มีการต่อเติมในภายหลังจากที่มีการขออนุญาตก่อสร้างไปแล้วโดยไม่มีการแจ้งขอดัดแปลงอาคาร
เนื่องจากมีกฎกระทรวงกำหนดว่าถ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการต่อเติมอาคาร
การต่อเติมนั้นต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 5 ตารางเมตร
ถ้าพื้นที่ที่ต่อเติมเกินจาก 5 ตารางเมตรขึ้นไป
เข้าข่ายเป็นการขอดัดแปลงอาคาร
ถ้ามีการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10%
ของโครงสร้างเดิม ก็ถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคารด้วยเช่นกัน
ผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องไปขอต่อเติมอาคารตามกฎหมาย
จุดนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ซื้อบ้านในโครงการจัดสรร
เพราะผู้ซื้ออาจไม่มีโอกาสรู้ได้ว่าบ้านที่ซื้อมานั้นมีการต่อเติมหรือไม่
ดังนั้นผู้ซื้อควรทำการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อนตัดสินใจซื้อ
เพราะหากเป็นการซื้อในโครงการจัดสรร
และถึงแม้ว่าเป็นการต่อเติมไม่เกิน 5 ตารางเมตร
แต่หากการต่อเติมทำให้ระยะห่าง
หรือระยะถอยร่นไม่เป็นไปตามกฎหมายก็ไม่สามารถต่อเติมได้
ข้อแนะนำก็คือผู้ซื้อบ้าน สามารถตรวจสอบได้จากทางโครงการ
หรือตรวจสอบจากแบบแปลนบ้านที่โครงการเสนอขายว่าตรงกับที่มีการก่อสร้างจริงหรือไม่
การเรียกดูแบบแปลนของบ้านหลังที่คุณจะซื้อถือเป็นกระแสใหม่ที่สามารถทำได้
เนื่องจากขณะนี้บริษัทชั้นนำเริ่มนำระบบเปิดเผยข้อมูลพิมพ์เขียวให้ลูกค้าตรวจสอบเพื่อเพิ่มความมั่นใจ
และตามกฎหมายผู้ซื้อบ้านก็สามารถร้องขอเพื่อจะดูเอกสารดังกล่าวได้เช่นกัน
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน
ต้องพิจารณาให้รอบครอบโดยประเมินถึงความต้องการใช้พื้นที่ใช้สอยในอนาคต
ด้วยว่าพื้นที่ใช้สอยจะเพียงพอสำหรับครอบครัวของคุณหรือไม่
ซึ่งต้องวางแผนเผื่อไว้สำหรับการขยายครอบครัวหรือการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นด้วย
เพื่อเลี่ยงการต่อเติมอาคารในภายหลัง
เพราะการซื้อบ้านหลังเล็กราคาถูกกว่า
แล้วคิดว่าจะต่อเติมเมื่อมีงบประมาณมากขึ้นในอนาคต
อาจไม่สามารถทำได้เพราะมีปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง
ยกเว้นแต่ว่าคุณซื้อที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่มากกว่าขนาดของที่ดินมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายการจัดสรรที่ดิน
กล่าวคือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ควรมากกว่า 50 ตารางวา
บ้านแฝดเนื้อที่ควรมากกว่า 35 ตารางวา
และทาวน์เฮาส์เนื้อที่ควรมากกว่า 16
ตารางวา
เนื่องจากโดยปรกติแล้วผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการจะพัฒนาที่ดินโดยสร้างบ้านเต็มพื้นที่ตามที่กฎหายกำหนดไว้แล้ว
คือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวก็จะสร้างเต็มพื้นที่ 70%
ของแปลงที่ดินและเว้นมีพื้นที่ว่าง 30 % ตามที่กฎหมายกำหนด
หากเป็นทาวน์เฮาส์จะสร้างโดยมีที่ว่างด้านหลัง2 เมตร
ด้านหน้า 3 เมตร ดังนั้นทาวน์เฮาส์จึงไม่สามารถต่อเติมได้
ส่วนผู้ที่มีความคิดว่าขยายด้านข้างไม่ได้ก็ต่อเติมชั้นบนแทนคงไม่เป็นปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคาร
ความคิดที่กล่าวมานี้ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้แต่ก่อนที่จะมีการต่อเติมต้องพิจารณาถึงน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นด้วย
การรับน้ำหนักตามกฎหมายจะนับจาก 150 ตารางเมตรต่อคน
หากต่อเติมจนน้ำหนักเงิน 10%
ของโครงสร้างเดิมก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน
การต่อเติมในลักษณะที่กล่าวมานี้มักเกิดกับผู้ที่ซื้อทาวน์เฮาส์
2 ชั้น และภายหลังต้องการต่อเติมเป็น 3 ชั้น
การต่อเติมดังกล่าวสามารถทำได้ ถ้าที่มีว่างหน้าอาคาร 3
เมตร ที่ว่างหลังอาคาร 2 เมตร
ก็สามารถยื่นขอต่อเติมได้แต่ต้องให้วิศวกรคำนวณว่าการต่อเติมของคุณมีผลกระทบต่อโครงสร้างคูหาข้างเคียงหรือไม่
ถ้ากระทบก็ไม่สามารถทำได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหาการทรุดตัว
การแตกร้าว และสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของบ้าน
หรือผู้ที่ซื้อบ้านจัดสรรไปแล้วหากต้องการต่อเติม ทำโรงรถ
ทำห้องคนใช้ ต้องขออนุญาต เพื่อให้ถูกกฎหมาย
ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นผู้ที่ซื้อบ้านในโครงการจัดสรรควรรักษาสิทธิด้วยการขอดูแบบ
เพราะโดยทั่วไปโครงการจัดสรรทุกแห่ง
บ้านทุกหลังต้องมีแบบที่ประทับตราขออนุญาตก่อสร้างไว้แล้ว
และแบบแปลนดังกล่าวจะถูกนำไปยื่นให้แก่สถาบันการเงินเป็นเป็นเอกสารประกอบในการขอสินเชื่อ
เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานในการป้องกันปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลังซึ่งแบบแปลนนี้จะมีประโยชน์อย่างมากเมื่อผู้เป็นเเจ้าของบ้านมีแผนที่จะต่อเติมบ้าน
หรือต่อเติมอาคาร
สำหรับผู้ที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตต่อเติม
เพราะคงไม่มีใครมาตรวจหรือดำเนินคดี
ความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเรื่องของการต่อเติมอาคารสำนักงานเขตจะเป็นผู้ตรวจตราอยู่ตลอดเวลา
และถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่เขต
หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะมีไม่เพียงพอในการออกตรวจ
แต่เมื่อใดที่มีการตรวจพบเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที
และหากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเพื่อนบ้านรอนสิทธิด้วยการต่อเติมอาคารโดยผิดกฎหมาย
สามารถแจ้งมาโดยตรงที่ 1555
ศูนย์รับเรื่องราวร้องร้องทุกข์
สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร
ส่วนในเขตภูมิภาคสามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้เช่นกัน
|